Skip to content

Ride On ควบสู้ฟัด (2023)

    ถ้าจะมีหนังเฉินหลงสักเรื่อง ที่บทที่เขาได้รับ ดูใกล้เคียงและมีความทับซ้อนกับอาชีพจริงๆของเขามากที่สุด ก็น่าจะเป็นผลงานล่าสุดอย่าง ‘Ride On’ (ชื่อไทย ควบสู้ฟัด) ซึ่งนักแสดงสายบู๊ในวัยใกล้เลข 7 รับบทเป็น สตันต์แมนในวัยเกินเกษียณ ที่แม้สังขารจะไม่ให้ แต่ใจยังคงรักในอาชีพนักแสดงเสี่ยงตาย ตัวละครของเฉินหลงในเรื่อง คือชายที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังในกองถ่าย ความผูกพันเดียวที่เขามีคือเจ้า กระต่ายแดง ม้าคู่ใจที่เขาดูแลมาตั้งแต่มันยังเล็กและฝึกให้้เป็นม้าที่แสดงฉากเสี่ยงตายเช่นเดียวกับเขา แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป วงการภาพยนตร์ก็เช่นกัน สตันต์แมนอย่างเขาและม้าสตันต์ กลับกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็น เมื่อสเปเชียลเอฟเฟกต์ เข้ามาแทนที่ การที่เอาคนมาแสดงผาดโผนและเอาสัตว์มาเข้าฉาก กลายเป็นเรื่องไม่จำเป็นอีกต่อไป และพวกเขาจะทำเช่นไรต่อดี ?

     

    แม้ว่า Ride On จะถูกโปรโมตในสไตล์หนังแอ็กชันดราม่ามิตรภาพของคนกับม้า ในแบบที่คนรักสัตว์จะต้องเทใจให้กับหนังเรื่องนี้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ถูกวางให้เป็นหนังที่มาเพื่อเชิดชูและสดุดีอาชีพสตันต์แมนเช่นเดียวกัน หนังค่อยๆพาผู้ชมเข้าสู่โลกของคนที่ทำอาชีพนี้ แม้ว่าอาชีพของพวกเขาจะดูง่าย เพียงแค่ เดินกล้อง กระโดดข้ามตึก นอนโรงพยาบาล (แบบที่เฉินหลงเคยให้สัมภาษณ์แบบติดตลกในรายการทอล์กโชว์) แต่อันที่จริงแล้ว พวกเขาต้องแลกมาด้วยหลายๆอย่าง ทั้งร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม เสี่ยงบาดเจ็บหนัก ซึ่งสร้างความเป็นห่วงให้กับคนใกล้ตัว หนังค่อยๆพาผู้ชมไปดูแง่มุมต่างๆของอาชีพนี้ ทั้งในแง่ผลกระทบส่วนตัว และภาพรวมของวงการภาพยนตร์ ซึ่งส่วนนี้เองมีความทับซ้อนกับชีวิตจริงของเฉินหลงอยู่ไม่น้อย เพราะในชีวิตจริง เขาก็คือนักแสดงที่เล่นฉากผาดโผนด้วยตัวเอง ถึงขั้นหลายฉากหยิบเอาฟุตเทจจากหนังเก่าๆของเขามี Insert เป็นงานเก่าๆของตัวละครในเรื่องด้วยซ้ำ